<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ไม่เก่งแต่อยากแบ่งปันความรู้, Electronics and MicroController DIY</title>
	<atom:link href="http://www.micro4dev.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.micro4dev.com</link>
	<description>อิเล็กทรอนิกส์,ไมโครคอนโทรลเลอร์,PIC16F877,MCS51</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Dec 2011 10:15:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>RS485 &#8211; Chapter 2 System Configuration [ by Mr.T ]</title>
		<link>http://www.micro4dev.com/rs485-chapter-2-system-configuration-by-mr-t/</link>
		<comments>http://www.micro4dev.com/rs485-chapter-2-system-configuration-by-mr-t/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Dec 2002 09:47:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dumber</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.micro4dev.com/?p=671</guid>
		<description><![CDATA[Chapter 2 System Configuration รูปแบบของระบบเครือข่าย (Network Topology ) ในระบบเครือข่าย RS-232 และ RS-485 ไม่มีข้อกำหนดในหัวข้อรูปแบบการเชื่อมต่อ การออกแบบการเชื่อมต่อมักขึ้นอยู่กับความต้องการทางกายภาพของระบบ ระบบ 2 สาย และ 4 สาย (Two-wire or Four-wire System) ระบบ RS-422 ใช้ 1 คู่สายสำหรับแต่ละสัญญาณ เช่น 1 คู่สายสำหรับสายส่ง , 1 คู่สายสำหรับสายรับ และในบางกรณีอาจมี 1 คู่สายทำหน้าที่ควบคุมการทำ tri-state ( handshake line ) ในการทำ tri-stated ของ RS-485 มีความสามารถทำให้การรับ-ส่งข้อมูลผ่านสายสัญญาณคู่เดียวกันได้หรือมีลักษณะการสื่อสารแบบ Half-duplex รูป แบบการเชื่อมต่อในลักษณะ 2 สายจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อระบบได้เนื่องจากใช้สายน้อยกว่า(สายสัญญาณ 2 สายและสายกราวด์ 1 สาย) ในการต่อแบบ 2 สายของอุปกรณ์ RS-485 จะมีข้อกำหนดการเชื่อมต่อทั้งแบบภายในและภายนอก ในการเชื่อมต่อภายในจะมีขั้วต่อ A และ B (ในบางครั้งแทนด้วย &#8211; และ + ) ให้ทำการเชื่อมต่อเข้ากับสายส่ง การเชื่อมต่อแบบ 4 สายจะมีขั้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Chapter 2 System Configuration<br />
รูปแบบของระบบเครือข่าย (Network Topology )<br />
</strong>ในระบบเครือข่าย RS-232 และ RS-485 ไม่มีข้อกำหนดในหัวข้อรูปแบบการเชื่อมต่อ การออกแบบการเชื่อมต่อมักขึ้นอยู่กับความต้องการทางกายภาพของระบบ<br />
<strong>ระบบ 2 สาย และ 4 สาย (Two-wire or Four-wire System)</strong><br />
ระบบ RS-422 ใช้ 1 คู่สายสำหรับแต่ละสัญญาณ เช่น 1 คู่สายสำหรับสายส่ง , 1 คู่สายสำหรับสายรับ และในบางกรณีอาจมี 1 คู่สายทำหน้าที่ควบคุมการทำ tri-state ( handshake line ) ในการทำ tri-stated ของ RS-485 มีความสามารถทำให้การรับ-ส่งข้อมูลผ่านสายสัญญาณคู่เดียวกันได้หรือมีลักษณะการสื่อสารแบบ Half-duplex รูป<br />
แบบการเชื่อมต่อในลักษณะ 2 สายจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อระบบได้เนื่องจากใช้สายน้อยกว่า(สายสัญญาณ 2 สายและสายกราวด์ 1 สาย) ในการต่อแบบ 2 สายของอุปกรณ์ RS-485 จะมีข้อกำหนดการเชื่อมต่อทั้งแบบภายในและภายนอก ในการเชื่อมต่อภายในจะมีขั้วต่อ A และ B (ในบางครั้งแทนด้วย &#8211; และ + ) ให้ทำการเชื่อมต่อเข้ากับสายส่ง</p>
<p>การเชื่อมต่อแบบ 4 สายจะมีขั้ว A และ B ทั้งที่ตัวส่งและตัวรับ ผู้ใช้สามารถส่งข้อมูลให้กับตัวรับโดยผ่านสาย 2 เส้นและส่งข้อมูลกลับผ่านสายอีก 2 สาย สายกราวด์ยังเป็นสายที่มีความสำคัญต่อระบบจำเป็นต้องใช้เป็นจุดอ้างอิงในการรักษาระดับแรงดันคอมมอนหรือVcm(แรงดันที่วัดระหว่างสายสัญญาณแต่ละเส้นเทียบกับสายกราวด์) ระบบสามารถทนแรงดันคอมมอนได้ที่ค่าหนึ่ง ดังนั้นจำเป็นต้องรักษาแรงดันดังกล่าวให้อยู่ในช่วงที่อุปกรณ์รับได้ ถ้าไม่มีสายกราวด์ในระบบจะทำให้เกิดสัญญาณรบกวน ( noise ) และระบบจะไม่มีความมั่นคง รูปที่2.1 แสดงการต่อแบบ 4 สาย รูปที่2.2 แสดงการต่อแบบ 2 สาย</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-672" title="article2002-12-07_01" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/12/article2002-12-07_01.gif" alt="" width="400" height="330" /></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-673" title="article2002-12-07_02" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/12/article2002-12-07_02.gif" alt="" width="400" height="326" /></p>
<p><strong>การต่อขั้วปลาย ( Termination )</strong><br />
ระบบควรมีการต่อขั้วปลายหรือการต่ออิมพีแดนซ์(Rt)เข้าระหว่างเทอร์มินอล เพื่อทำให้เกิดอิมพีแดนซ์สมดุลย์กันระหว่างอิมพีแดนซ์ของโหลดกับอิมพีแดนซ์ของสายส่ง ถ้าอิมพีแดนซ์ไม่สมดุลย์จะทำให้โหลดไม่ได้รับสัญญาณที่สมบูรณ์เนื่องจากสัญญาณบบางส่วนเกิดการสะท้อนกลับภายในสายส่ง ถ้าอิมพีแดนซ์ของตัวกำเนิด (source) , อิมพีแดนซ์ของสายส่ง ( transmission line ) และอิมพีแดนซ์ของโหลดมีค่าเท่ากันจะไม่เกิดการสะท้อนกลับในระบบ แต่การต่อขั้วปลายนั้นก็ถือว่าเป็นการเพิ่มโหลดให้กับตัวส่ง ทำให้การติดตั้งซับซ้อนมากขึ้น , จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการไบอัส และการปรับปรุงหรือแก้ไขระบบจะทำได้ยากขึ้น การตัดสินใจว่าควรทำการต่อขั้วปลายหรือไม่ขึ้นอยู่กับความยาวของสายเคเบิ้ลและอัตราข้อมูลในระบบ หรืออีกทางหนึ่งอาจดูจาก Propagation delay ถ้ามีค่าน้อยกว่าความยาว 1 บิท ไม่จำเป็นต้องมีการต่อขั้วปลายเนื่องจากสัญญาณจะสะท้อนกลับไปกลับมาจนมีขนาดน้อยลงและหายไปในที่สุด(damp out)จึงไม่มีผลต่อการรับข้อมูล การรับของ &#8220;UART&#8221; จะเอาค่าที่อยู่ตรงกลางของบิทซึ่งถือว่าเป็นค่าที่มีความถูกต้องที่สุด การหาค่า Propagation delay คำนวณได้จากผลคูณระหว่างความยาวสายเคเบิ้ลกับ Propagation velocity ของสายเคเบิ้ล โดยจะถูกกำหนดจากผู้ผลิตซึ่งมีค่าอยู่ในช่วง 66%-75% ของความเร็วแสง<br />
<strong>ตัวอย่าง ที่1</strong> ความยาว 1 รอบของสายเคเบิ้ล 4,000 ฟุต สายเคเบิ้ลมี Propagation velocity 66%<br />
Propagation velocity = 0.66x3x10e8x3.33 ( 1 เมตร = 3.33 ฟุต )<br />
= 6.5x10e8 ft/s<br />
Propagation delay 1 รอบ = 4,000/6.5/10e8 = 6.2 ms.<br />
ถ้าสมมติให้การสะท้อนกลับหายไปภายใน 3 รอบ Propagation delay = 18.6 ms.<br />
ถ้าอัตราการส่งข้อมูล = 9,600 bps ความกว้าง 1 bit = 1/9,600 = 104 ms.<br />
ตรงกลางข้อมูลอยู่ที่ 104/2 = 52 ms. จะเห็นได้ว่า Propagation delay มีค่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของความยาว 1 บิท ดังนั้นการสะท้อนกลับไม่มีผลต่อข้อมูล จึงไม่จำเป็นต้องมีการต่อขั้วปลาย<br />
การต่อขั้วปลายมีหลายวิธีแต่ B&amp;B แนะนำวิธีการต่อขนาน หรือ Parallel termination ความต้านทานจะต่อขนานเข้ากับขั้ว A และ B ของตัวรับ ถ้าเป็นระบบที่ไม่มีการต่อตัวทวนสัญญาณ หรือ Repeater ควรต่อขั้วปลายเพียง 2 แห่งคือที่ปลายทั้งสองด้านของสายส่ง สำหรับการเลือกค่าความต้านทานขั้ว หรือ Rt นั้น ขึ้นอยู่กับค่าอิมพีแดนซ์ภายในสายส่งซึ่งขึ้นอยู่กับการผลิตของผู้ผลิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยาวของสาย ซึ่งโดยมากแล้วผู้ผลิตมักกำหนดการผลิตสายเคเบิ้ลให้มีค่าความต้านทานอยู่ที่ 120 โอมห์ อย่างไรก็ตามสามารถเลือกค่าความต้านทานได้ตั้งแต่ 90 โอมห์ขึ้นไป<br />
ข้อเสียของการต่อขั้วปลายแบบขนานคือ เปรียบเสมือนการเพิ่มโหลด DC ให้กับระบบและอาจทำให้ตัวเปลี่ยน RS-232 เป็น RS-485 ( RS-232 to RS-485 Converter ) เกิดการ overload นอกจากนี้ยังมีการต่อขั้วปลายอีกวิธีหนึ่งเรียกว่า AC Coupled Termination ทำได้โดยการต่อคาปาซิเตอร์ขนาดเล็กๆอนุกรมเข้ากับความต้านทานขั้ว (Rt) เพื่อกำจัดผลกระทบจาก DC loading การเลือกค่าคาปาซิเตอร์ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของระบบ ผู้ออกแบบควรศึกษาจาก National Semiconductor Application Note<br />
รูปที่2.3 แสดงการต่อขั้วปลายแบบ Parallel termination และ AC Coupled Terminationในระบบ RS-485 แบบ 2 สาย สำหรับในระบบแบบ 4 สายความต้านทานขั้ว หรือ Rt จะถูกต่อคร่อมที่ตัวรับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-674" title="article2002-12-07_03" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/12/article2002-12-07_03.gif" alt="" width="400" height="189" /></p>
<p><strong>การไบอัสในระบบเครือข่าย RS-485 ( Biasing an RS-485 Network )</strong><br />
เมื่อทุกโหนดอยู่ในโหมดของการรอรับข้อมูล หรืออยู่ในสถานะ idle ( idle state ) จะไม่มีตัวส่งใดทำงาน (active) หรือเรียกว่าอยู่ในสถานะ tri-state สายส่งจะอยู่ในลักษณะเรียกว่า Unknown ถ้าระดับแรงดันของอินพุทที่ ตัวรับ ( A และ B )มีค่าอยู่ในช่วง +- 200 mV. ระดับลอจิกที่เอาท์พุทของตัวรับจะคงค่าของบิทสุดท้ายที่รับ เพื่อรักษาแรงดันidleให้เหมาะสมจำเป็นต้องมีการต่อความต้านทานที่เรียกว่าความต้านทานไบอัส เข้าระหว่างขั้ว B กับ 5<br />
V. หรือเรียกว่า Pull up resister และใส่ความต้านระหว่างขั้ว A กับกราวด์หรือเรียกว่า Pull down resister รูปที่ 2.4 แสดงการต่อความต้านทานไบอัสเข้ากับตัวรับในระบบแบบ 2 สาย สำหรับระบบแบบ4 สายจะต่อความต้านทานเข้ากับตัวรับ ค่าความต้านทานไบอัสขึ้นอยู่กับการต่อขั้วปลายและจำนวนโหนดในระบบ การสร้างกระแส<br />
ไบอัสให้มีค่าเพียงพอที่จะรักษาแรงดันระหว่างสายส่งAและBให้มีค่ามากกว่า 200 mV. ดูได้จากตัวอย่างที่ 2 และ 3 ซึ่งแสดงการคำนวณค่าความต้านทานไบอัส</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-675" title="article2002-12-07_04" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/12/article2002-12-07_04.gif" alt="" width="370" height="314" /></p>
<p><strong>ตัวอย่างที่ 2</strong> ระบบ RS-485 ต่อเข้าด้วยกัน 10 โหนด มี Rt = 120 Ohm ที่ขั้วปลายทั้ง 2 ด้าน แต่ละโหนดมีโหลดอิมพีแดนซ์ 12 k Ohm ดังนั้น<br />
10 โหนดที่ต่อขนานกันจะให้โหลดอิมพีแดนซ์ = 1,200 Ohm<br />
Rt ที่ขั้วปลายทั้ง 2 ให้โหลดอิมพีแดนซ์ = 60 Ohm<br />
รวมโหลดอิมพีแดนซ์ = 60//1,200<br />
= (60&#215;1,200)/(60+1,200)<br />
= 57 Ohm<br />
สังเกตได้ว่าขนาดของ Rt จะเป็นโหลดหลักของระบบ และเพื่อรักษาระดับแรงดันระหว่างสาย A และ B ไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 200 mV. ดังนั้นจะใช้กระแสไบอัส = 200 mV. / 57 Ohm<br />
= 3.5 mA.<br />
เพื่อให้ได้กระแสไบอัสไหลผ่านที่แรงดัน 5 V. ดังนั้นมีค่าอิมพีแดนซ์รวม<br />
= 5 V./ 3.5mA. = 1,428 Ohm<br />
ความต้านทานที่ใช้ไบอัส (Rpull up = Rpull down) = (1,428 &#8211; 57 )/2<br />
= 685 Ohm<br />
ดังนั้นค่าสูงสุดสำหรับ pull up กับ 5 V. และ pull down กับกราวด์ = 685 Ohm จะให้กระแสไบอัสมากที่สุด</p>
<p><strong>ตัวอย่างที่ 3</strong> ระบบเครือข่าย RS-485 มีจำนวนโหนดทั้งหมด 32 โหนด และไม่มีการต่อขั้วปลายแต่ละโหนดมีโหลดอิมพีแดนซ์ 12 k Ohm ดังนั้น 32 โหนดที่ต่อขนานกันจะให้โหลดอิมพีแดนซ์ = ( 12 k Ohm /32 โหนด )<br />
= 375 Ohm<br />
เพื่อรักษาระดับแรงดันอย่างน้อย 200 mV. ต้องการกระแสไบอัส = 200 mV. / 375 Ohm<br />
= 0.53 mA.<br />
ความต้านทานไบอัส ( Rpull up = R pull down ) = ( (5 V./0.53 mA.) &#8211; 375 ) / 2<br />
= 9,375 Ohm<br />
ดังนั้นค่าความต้านทานที่ตัวรับ ต้องใส่ความต้านทานที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 9 k Ohm จะสังเกตว่าถ้าระบบไม่มีการต่อขั้วปลายจะใช้กระแสไบอัสเพียงเล็กน้อยและน้อยกว่าระบบที่มีการต่อขั้วปลาย ความต้านทานไบอัสจะวางไว้ที่ส่วนไหนของระบบก็ได้หรือจะแบ่งวางก็ได้ แต่เมื่อรวมความต้านทานสุดท้ายของระบบแล้วจะต้องมีค่าไม่เกินค่าที่คำนวณได้ B&amp;B Electronics ใช้ค่าความต้านทานไบอัส = 4.7 k Ohm ในผลิตภัณฑ์ RS-485 ค่านี้เพียงพอกับระบบส่วน<br />
มากที่ไม่มีการต่อขั้วปลาย ผู้ออกแบบระบบควรคำนวณความต้องการการไบอัสของระบบ การไบอัสที่น้อยเกินไปมีผลทำให้เกิดสัญญาณรบกวนขึ้นในระบบซึ่งมีผลกระทบกับความผิดพลาดของข้อมูลโดยตรงในขณะที่การไบอัสที่มากเกินไปมีผลกระทบกับระบบน้อยกว่า โดยผลกระทบหลักของการไบอัสที่มากเกินไปคือการเพิ่มโหลดให้กับสายส่ง แต่อย่างไรก็ตามการไบอัสที่มากเกินไปมีผลต่อระบบที่มีตัวเปลี่ยน RS-232 เป็น RS-485 (RS-232 to RS-485<br />
converter) อยู่ด้วย เนื่องจากตัวเปลี่ยน RS-232 เป็น RS-485 ค่อนข้างที่จะ sensitive กับการ over bias<br />
<strong>ข้อกำหนดในการขยายระบบ ( Extending the Specification )</strong><br />
ถ้าเราต้องการขยายระบบให้ส่งได้ระยะทางที่ไกลหรือมีจำนวนโหลดมากเกินกว่าที่ระบบ RS-422 หรือ RS-485 จะรับได้ เราจำเป็นต้องต่อตัวทวนสัญญาณ หรือ Repeater เข้าในระบบ โดยสามารถแบ่งโหลดของระบบออกเป็นส่วน ในแต่ละส่วนที่ตัวทวนสัญญาณทำการทวนสัญญาณ (Refresh) จะสามารถส่งได้ไกลถึง 4,000 ฟุต และสามารถเพิ่มจำนวนโหนดได้อีก 31 โหนด อีกวิธีที่สามารถเพิ่มจำนวนโหนดในระบบได้โดยการใช้ตัวรับที่มีโหลดต่ำ ที่ตัวรับนี้จะมีอินพุทอิมพีแดนซ์สูงกว่าปกติทำให้โหลดของตัวส่งลดลง เราจึงสามารถเพิ่มจำนวนโหนดได้มากขึ้น เช่น ถ้าเราใช้<br />
ตัวรับที่มีโหลดเท่ากับ ½ ของโหลดปกติ เราจะสามารถต่อโหนดในระบบได้เพิ่มขึ้นเป็น 64 โหนด หรือถ้าใช้ตัวรับที่มีโหลดขนาดเท่ากับ ¼ ของโหลดปกติ จะสามารถต่อโหนดในระบบได้เพิ่มขึ้นเป็น 128 โหนด เป็นต้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.micro4dev.com/rs485-chapter-2-system-configuration-by-mr-t/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>RS485 &#8211; Chapter 1 Overview [ by Mr.T ]</title>
		<link>http://www.micro4dev.com/rs485-chapter-1-overview-by-mr-t/</link>
		<comments>http://www.micro4dev.com/rs485-chapter-1-overview-by-mr-t/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Nov 2002 15:18:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dumber</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.micro4dev.com/?p=659</guid>
		<description><![CDATA[Chapter 1 Overview เนื่องจาก RS-422 และ RS-485 เป็นการส่งข้อมูลในระบบสมดุลย์ ( Balanced System ) เหมือนกัน จึงนำมากล่าวไว้ในบทเดียวกัน และต่อไปนี้จะแทนมาตรฐาน EIA/TIA &#8211; 422 ด้วย RS-422 และแทนมาตรฐาน EIA/TIA &#8211; 485 ด้วย RS-485 การส่งข้อมูล (Data Transmission Signals) ตัวส่งแบบไม่สมดุลย์ ( Unbalanced line driver ) ระดับสัญญาณที่ส่งในระบบไม่สมดุลย์ RS-232 เป็นระบบที่วัดระดับแรงดันสัญญาณเทียบกับสายกราวด์ ยกตัวอย่างเช่น ในการส่งข้อมูล ( Transmission Data : TD ) จากอุปกรณ์ ( Data Terminal Equipment : DTE ) ผ่านหัวต่อแบบ DB-25 จะส่งสัญญาณข้อมูลทางขา 2 โดยการวัดระดับแรงดันของสัญญาณจะวัดเทียบกับสายกราวด์ ( Signal ground) ที่ขา 7 ถ้าสายส่งข้อมูลอยู่ในสถานะ idle ระดับแรงดันจะมีค่าเป็นลบ และเมื่อทำการส่งข้อมูลระดับแรงดันจะเปลี่ยนแปลงในช่วงค่าบวกและค่าลบ โดยมีระดับแรงดันอยู่ในช่วง +- 5 V ถึง +- [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Chapter 1 Overview<br />
</strong>เนื่องจาก RS-422 และ RS-485 เป็นการส่งข้อมูลในระบบสมดุลย์ ( Balanced System ) เหมือนกัน จึงนำมากล่าวไว้ในบทเดียวกัน และต่อไปนี้จะแทนมาตรฐาน EIA/TIA &#8211; 422 ด้วย RS-422 และแทนมาตรฐาน EIA/TIA &#8211; 485 ด้วย RS-485<br />
<strong>การส่งข้อมูล (Data Transmission Signals)<br />
ตัวส่งแบบไม่สมดุลย์ ( Unbalanced line driver )</strong><br />
ระดับสัญญาณที่ส่งในระบบไม่สมดุลย์ RS-232 เป็นระบบที่วัดระดับแรงดันสัญญาณเทียบกับสายกราวด์ ยกตัวอย่างเช่น ในการส่งข้อมูล ( Transmission Data : TD ) จากอุปกรณ์ ( Data Terminal Equipment : DTE ) ผ่านหัวต่อแบบ DB-25 จะส่งสัญญาณข้อมูลทางขา 2 โดยการวัดระดับแรงดันของสัญญาณจะวัดเทียบกับสายกราวด์<br />
( Signal ground) ที่ขา 7 ถ้าสายส่งข้อมูลอยู่ในสถานะ idle ระดับแรงดันจะมีค่าเป็นลบ และเมื่อทำการส่งข้อมูลระดับแรงดันจะเปลี่ยนแปลงในช่วงค่าบวกและค่าลบ โดยมีระดับแรงดันอยู่ในช่วง +- 5 V ถึง +- 15 V รูปที่ 1.1 แสดงการทำงานที่ตัวรับของ RS-232 โดยจะทำงานในระดับแรงดันช่วง +3 ถึง +12 และ -3 ถึง -12<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-660" title="article2002-11-20_01" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-20_01.gif" alt="" width="400" height="222" /></p>
<p><strong>ตัวส่งแบบสมดุลย์ ( Balanced line driver )</strong><br />
ระบบสมดุลย์จะส่งสัญญาณผ่านสาย 2 เส้น รูปที่1.2 แสดงรูปแบบและระดับแรงดัน ตัวส่งจะส่งแรงดันช่วง 2-6 V ที่เอาท์พุทระหว่าง A และ B ระบบจะมีการเชื่อมต่อสายกราวด์ 1 เส้น สายกราวด์ในระบบนี้ไม่ได้ใช้ในการส่งสัญญาณหรือหาสถานะลอจิกของข้อมูล แต่สายกราวด์มีความสำคัญคือใช้เป็นจุดอ้างอิงของระบบ การวัดสัญญาณข้อมูลจะถูกวัดเทียบกับสายกราวด์ ในการส่งข้อมูลตัวส่งจะได้รับสัญญาณหนึ่งเรียกว่าสัญญาณควบคุม หรือ Enable<br />
signal ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างตัวส่งและเทอร์มินอล A และ B ที่เอาท์พุท ตัวส่งจะส่งสัญญาณควบคุมซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเอาท์พุทที่ 3 นอกจากการส่งสถานะลอจิก 1 หรือ 0 ให้กับเทอร์มินอล ถ้าสัญญาณควบคุมอยู่ในสถานะ OFF จะหมายถึงตัวส่งตัวนั้นไม่ได้ต่ออยู่กับสายสัญญาณและไม่สามารถส่งสัญญาณข้อมูลได้ หรืออยู่ในสถานะ disable หรือ tri-state</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-661" title="article2002-11-20_02" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-20_02.gif" alt="" width="400" height="238" /></p>
<p><strong>ตัวรับแบบสมดุลย์ ( Balanced line receiver ) </strong><br />
ตัวรับในระบบสมดุลย์จะถูกเชื่อมต่อด้วยสายส่งสัญญาณข้อมูลและสายกราวด์ โดยจะรับสถานะของสัญญาณได้โดยวัดความแตกต่างของระดับแรงดันที่สายอินพุทของตัวรับ หรือ วัดระหว่างเทอร์มินอล A และ B ( Vab ) ดังแสดงในรูปที่1.3 ถ้าแรงดันมีขนาดมากกว่า +200 mV จะถูกกำหนดให้มีสถานะเป็นลอจิกค่าหนึ่ง และถ้ามีขนาดน้อยกว่า -200 mV จะถูกกำหนดให้มีสถานะตรงข้าม เนื่องจากอาจเกิดการลดทอนสัญญาณ ( Attenuate )ขึ้นในสายส่ง<br />
ที่ตัวรับจึงถูกออกแบบให้สามารถรับความแตกต่างระดับแรงดันของสัญญาณได้ในช่วงที่กว้างกว่าตัวส่งคือ +- 200 mV ถึง +- 6 V ในขณะที่แรงดันที่ตัวส่งอยู่ในช่วง +- 2 V ถึง +- 6 V</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-662" title="article2002-11-20_03" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-20_03.gif" alt="" width="400" height="277" /></p>
<p><strong>การส่งข้อมูลตามมาตรฐาน RS-422 ( EIA Standard RS-422 Data Transmission ) </strong><br />
<strong>รูปที่1.4</strong> เป็นการเชื่อมต่อทางมาตรฐาน RS-422 แบบ 4 สาย ซึ่งประกอบด้วยสายตัวนำ 5 เส้น ( สายสัญญาณ 4 เส้น และสายกราวด์ 1 เส้น ) โดยสถานะในการส่งดังนี้<br />
- ถ้าแรงดัน A เทียบ B ( Vab ) มีค่าเป็นลบ จะถูกกำหนดให้มีสถานะลอจิก 1 หรือ MARK หรือ OFF<br />
- ถ้าแรงดัน A เทียบ B ( Vab ) มีค่าเป็นบวก จะถูกกำหนดให้มีสถานะลอจิก 0 หรือ SPACE หรือ ON</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-663" title="article2002-11-20_04" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-20_04.gif" alt="" width="400" height="339" /></p>
<p><strong>รูปที่ 1.5</strong> แสดงระดับแรงดันของวงจรสมดุลย์ของตัวเปลี่ยนจาก RS-232 เป็น RS-485 ( RS-232 to RS-485 Converter )ขณะที่อยู่ในสถานะ idle หรือ off ระบบ RS-422 จะเรียกขั้วเป็น A และ B หรือขั้ว &#8211; และ + โดยจะเทียบขั้ว A เข้ากับขั้ว &#8211; และเทียบขั้ว B เข้ากับขั้ว + ในระบบ RS-422 สามารถทนแรงดันระหว่างสายสัญญาณและสายกราวด์ หรือ Common Mode Voltage หรือ Vcm ได้ในช่วง ฑ 7 V ซึ่งในรูปที่ 1.5 ก็สามารถแทน RS-422 ด้วย RS-485 ได้เช่นกัน</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-664" title="article2002-11-20_05" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-20_05.gif" alt="" width="400" height="255" /></p>
<p><strong>การส่งข้อมูลตามมาตรฐาน RS-485 ( EIA Standard RS-485 Data Transmission ) </strong><br />
RS-485 เป็นการส่งข้อมูลในระบบสมดุลย์ สายสัญญาณ 1 คู่สายสามารถติดต่ออุปกรณ์ได้ถึง 32 ตัว คุณสมบัติของอุปกรณ์ในระบบ RS-422 และ RS-485 มีลักษณะคล้ายคลึงกัน สำหรับในระบบ RS-485 สามารถทนแรงดันระหว่างสายสัญญาณและสายกราวด์ หรือ Common Mode Voltage หรือ Vcm ได้ในช่วง &#8211; 7 V ถึง +12 V ซึ่งมากกว่าอุปกรณ์ในระบบ RS-422</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-665" title="article2002-11-20_06" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-20_06.gif" alt="" width="400" height="270" /><br />
รูปที่ 1.6 Typical RS &#8211; 485 Two Wire Multidrop Network</p>
<p><strong>รูปที่1.6</strong> แสดงระบบเครือข่ายที่เรียกการต่อในลักษณะนี้ว่า two-wire multidrop จากรูปสังเกตุได้ว่ามีการต่อความต้านทานขั้วที่โหนดปลายทั้งสองด้านของสายส่งแต่ไม่มีการต่อขั้วปลายที่โหนดที่อยู่ระหว่างสายส่ง การต่อขั้วปลาย ( termination ) มักใช้กับระบบที่มีอัตราการส่งข้อมูลสูงและระยะทางยาว รายละเอียดของการต่อขั้วปลายจะกล่าวถึงในบทที่ 2 สำหรับสายกราวด์ที่มีความจำเป็นมากในระบบ RS-485นี้จะกล่าวถึงในบทที่ 4</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-666" title="article2002-11-20_07" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-20_07.gif" alt="" width="400" height="324" /></p>
<p><strong>รูปที่1.7</strong> แสดงระบบ RS-485 แบบ 4 สาย ประกอบด้วยสายสัญญาณ 4 เส้น และสายกราวด์ 1 เส้น มีลักษณะการติดต่อแบบโหนดแม่ ( master node ) และโหนดลูก ( slave node ) ตัวส่งของตัวแม่จะต่อถึงตัวรับของตัวลูกทุกตัวผ่านสายสัญญาณ(โดยมากใช้เป็นสายคู่ตีเกลียว) 1 คู่ และตัวส่งของตัวลูกทุกตัวจะต่อเข้ากับตัวรับของตัวแม่ผ่านสายสัญญาณอีก 1 คู่ โดยในการติดต่อนั้นตัวแม่จะสามารถติดต่อกับตัวลูกได้ทุกตัวแต่ตัวลูกทุกตัวจะติดต่อกับตัวแม่ได้เท่านั้น ไม่สามารถติดต่อกับตัวลูกตัวอื่นหรือติดต่อกันเองได้ และในการติดต่อจากตัวลูกไปยังตัวแม่นั้นจะทำได้ทีละ 1 ตัว เมื่อมีตัวใดตัวหนึ่งติดต่อหรือทำการส่งข้อมูลอยู่ ตัวลูกตัวอื่นที่เหลือในระบบจะไม่สามารถส่งข้อมูลได้โดยต้องอยู่ในสถานะ disable หรือ tri-state เนื่องจากตัวลูกจะไม่สนใจการติดต่อของตัวลูกตัวอื่นกับตัวแม่ ถือเป็นข้อดีคือทำให้สามารถต่ออุปกรณ์ที่มีโปรโตคอลต่างกันเข้าไว้ในระบบเดียวกันได้</p>
<p><strong>การควบคุม tri-state ของอุปกรณ์ RS-485 โดยการใช้สัญญาณ RTS ( Tri-state control of an RS-485 Device using RTS )</strong><br />
ในระบบ RS-485 เป็นการส่งผ่านข้อมูลผ่านสายส่งชุดเดียวกันโดยผลัดกันส่ง เมื่ออุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งต้องการส่งข้อมูลจะทำการเชื่อมต่อตัวส่งเข้ากับสายส่ง และจะตัดตัวส่งออกจากสายส่งเมื่อส่งข้อมูลเสร็จ โดยส่วนมากมักใช้อุปกรณ์ที่เปลี่ยน RS-232 เป็น RS-485 หรือการ์ดอนุกรม RS-485 ต่อเข้ากับระบบ เพื่อใช้เป็นตัวให้สัญญญาณควบคุมการส่ง หรือเรียกว่า RTS : Request To Send โดยต่อจาก Asynchronous serial port ไปยังขา Enable ของตัวส่งผ่านสาย RTS และอาจกำหนดการทำงานของขา Enable โดยถ้าได้รับสถานะ High หรือลอจิก 1 ให้ตัวส่งต่อเข้ากับสายส่งและทำการส่งข้อมูลได้ ถ้าได้รับสถานะ Low หรือลอจิก 0 ให้ตัวส่งตัดการต่อออกจากสายส่ง หรือเรียกว่า tri-state และยอมให้ตัวส่งอื่นที่ได้รับลอจิก 1 ต่อเข้ากับสายส่งและส่งข้อมูลผ่านสายส่งได้ ดังนั้นในขณะที่มีตัวส่งตัวเดียวได้รับลอจิก 1 และต่อเข้ากับสายส่ง ตัวส่งตัวอื่นๆที่เหลือจะต้องได้รับลอจิก 0</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-667" title="article2002-11-20_08" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-20_08.gif" alt="" width="400" height="306" /></p>
<p><strong>รูปที่1.8</strong> แสดง Timimg diagram ของตัวเปลี่ยน RS-232 เป็น RS-485 ( RS-232 to RS-485 Converter ) จากรูปคลื่น(waveform)แสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดเนื่องจากสัญญาณที่ควบคุมการส่งหรือสัญญาณที่ส่งให้กับขา Enable หรือ VRTS ที่มีขนาดแคบกว่าสัญญาณข้อมูล (VSD) มีผลทำให้เกิดการสูญหายของข้อมูลในส่วนหลังนับจากที่สัญญาณ VRTS อยู่ในสถานะ low ดังนั้นต้องมั่นใจว่าสัญญาณควบคุมหรือ VRTS ต้องมีขนาดกว้างกว่าสัญญาณข้อมูล (VSD) หรือกล่าวได้ว่าสัญญาณ RTS จะต้องเป็น High ก่อนข้อมูลจะถูกส่ง และจะต้องเป็น Low หลังจากส่งบิทสุดท้ายแล้ว ซึ่งช่วงเวลาการทำงานดังกล่าวนี้จะถูกทำโดย software ที่ทำหน้าที่ควบคุมผ่านพอร์ตอนุกรมในการ์ดอนุกรม RS-485<br />
ดังนั้นในการต่ออุปกรณ์หรือการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย RS-485 ในลักษณะ 2 สายที่ตัวรับแต่ละตัวจะถูกต่อเข้ากับสายส่งข้อมูลดังในรูปที่1.6 จำเป็นต้องศึกษาถึงวิธีการจัดการในส่วนของ Enable function&#8221; ของแต่ละตัวอุปกรณ์</p>
<p><strong>การควบคุมการส่งข้อมูลของอุปกรณ์ RS-485 ( Send Data Control of a RS-485 Device )</strong><br />
ผลิตภัณฑ์ตัวเปลี่ยน RS-232 เป็น RS-485 (RS-232 to RS-485 Converter) และการ์ดอนุกรม RS-485 (RS-485 serial cards) มีวงจรพิเศษในการใช้สัญญาณข้อมูลเป็นตัว enable ให้กับตัวส่ง (RS-485 driver) รูปที่1.9 แสดง Timing diagram ของสัญญาณที่ใช้ควบคุมตัวเปลี่ยน(Converter) จาก diagram แสดงให้เห็นว่ามีช่วงเวลาคงที่เวลาหนึ่งหลังการส่งข้อมูลบิทสุดท้ายและก่อนการ disable ของตัวส่ง ถ้าระยะเวลานั้นสั้นเกินไปหรือตัวส่งอาจถูก disableก่อนที่ตัวส่งจะส่งข้อมูลเสร็จ อาจทำให้ข้อมูลในส่วนท้ายสูญหายได้ และถ้ามีขนาดยาวเกินไปจะทำให้ระบบเปลี่ยนสายสัญญาณจากส่งเป็นรับก่อนที่โหนดพร้อมจะรับข้อมูลหรือตัวรับเชื่อมต่อเข้ากับสายส่งและรับข้อมูลช้าไม่ทันต่อสัญญาณที่ส่งมาถึง ทำให้ไม่ได้รับข้อมูลในส่วนแรก ดังนั้นควรกำหนดช่วงเวลาดังกล่าวให้เหมาะสม โดยส่วนมากมักเท่ากับความยาวหนึ่งตัวอักษรที่อัตราการส่งข้อมูลนั้นๆ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-668" title="article2002-11-20_09" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-20_09.gif" alt="" width="400" height="306" /></p>
<p>โดย : Mr.T<br />
แปลโดย : เจี๊ยบ PEA<br />
แปลจาก : เอกสาร B&amp;B Electronic</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.micro4dev.com/rs485-chapter-1-overview-by-mr-t/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Parallel port</title>
		<link>http://www.micro4dev.com/parallel-port/</link>
		<comments>http://www.micro4dev.com/parallel-port/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Nov 2002 15:15:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dumber</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.micro4dev.com/?p=656</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน ต้องขออภัยทุกๆท่านด้วยครับที่เนื่องจากข้อมูล parallel port ตัวเก่านั้นไม่ถูกต้อง และผมได้แก้ไขให้ถูกต้องแล้วตามที่ได้เห็นกันอยู่นี้นะครับ รูปนี้ผมไม่ได้ทำเองแต่จำไม่ได้แล้วว่าไปเอารูปนี้มาจากที่ใหน ยังไงซะก็ขอบคุณเจ้าของรูปไว้ที่นี้ด้วยครับ เมื่อ 15/06/2544]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน</strong></p>
<p><strong></strong>ต้องขออภัยทุกๆท่านด้วยครับที่เนื่องจากข้อมูล parallel port ตัวเก่านั้นไม่ถูกต้อง และผมได้แก้ไขให้ถูกต้องแล้วตามที่ได้เห็นกันอยู่นี้นะครับ รูปนี้ผมไม่ได้ทำเองแต่จำไม่ได้แล้วว่าไปเอารูปนี้มาจากที่ใหน ยังไงซะก็ขอบคุณเจ้าของรูปไว้ที่นี้ด้วยครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-657" title="article2002-11-16_09" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-16_09.gif" alt="" width="400" height="369" /></p>
<p>เมื่อ 15/06/2544</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.micro4dev.com/parallel-port/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>How to install PWS</title>
		<link>http://www.micro4dev.com/how-to-install-pws/</link>
		<comments>http://www.micro4dev.com/how-to-install-pws/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Nov 2002 15:08:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dumber</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.micro4dev.com/?p=644</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน [ เนื่องจากรูปประกอบมีหลายรูปทำให้โหลดหน้านี้ช้าหน่อยนะครับ ] หลายคนคงติดตั้งกันเป็นแล้ว และก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังติดตั้งไม่เป็น แต่อยากหัดเขียน ASP ,PHP ,PERL หรือ CGI ก็จะต้องติดตั้ง PWS ก่อนเพื่อที่จะทำให้เครื่องตัวเองเป็น server และไม่รู้ว่าจะหามาได้จากที่ไหน ติดตั้งอย่างไร ใช้งานอย่างไร เอาเป็นว่าดูได้จากที่นี่ครับ สำหรับคนที่เป็นแล้วก็ผ่านไปได้เลยครับ หรือจะดูไว้เพื่อทบทวนกันลืมก็ได้นะครับ ก่อนอื่นถ้าคุณยังใช้ Win95 อยู่ต้อง upgrade winsock ก่อนครับเพราะ Win95 เป็น version เก่าจึงจะสามารถติดตั้งได้ ws2setup.exe [887K] เมื่อ Download เรียบร้อยแล้วก็ดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ พอคลิกแล้วจะไม่แสดงผลใดๆ ทั้งสิ้น ให้เพื่อนๆลองเริ่มติดตั้ง PWS ได้เลย เราสามารถหาโปรแกรม PWS นี้ได้จากแผ่น Win98 อยู่ใน subdirectory addon &#8211;&#62;; pws ครับ ดับเบิ้ลคลิกที่ setup.exe เริ่มติดตั้งครับ ถ้าแสดง error ออกมาให้กลับไป upgrade winsock ใหม่ครับ เลือกรูปแบบการติดตั้ง ให้เลือกแบบ Typical คลิก next อันนี้คลิก next ผ่านได้เลย root [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน</strong></p>
<p><strong></strong>[ เนื่องจากรูปประกอบมีหลายรูปทำให้โหลดหน้านี้ช้าหน่อยนะครับ ]</p>
<p>หลายคนคงติดตั้งกันเป็นแล้ว และก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังติดตั้งไม่เป็น แต่อยากหัดเขียน ASP ,PHP ,PERL หรือ CGI ก็จะต้องติดตั้ง PWS ก่อนเพื่อที่จะทำให้เครื่องตัวเองเป็น server และไม่รู้ว่าจะหามาได้จากที่ไหน ติดตั้งอย่างไร ใช้งานอย่างไร เอาเป็นว่าดูได้จากที่นี่ครับ สำหรับคนที่เป็นแล้วก็ผ่านไปได้เลยครับ หรือจะดูไว้เพื่อทบทวนกันลืมก็ได้นะครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-645" title="article2002-11-16_01" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-16_01.gif" alt="" width="400" height="274" /></p>
<p>ก่อนอื่นถ้าคุณยังใช้ Win95 อยู่ต้อง upgrade winsock ก่อนครับเพราะ Win95 เป็น version เก่าจึงจะสามารถติดตั้งได้ <a href="http:///" target="_blank">ws2setup.exe</a> [887K] เมื่อ Download เรียบร้อยแล้วก็ดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ พอคลิกแล้วจะไม่แสดงผลใดๆ ทั้งสิ้น ให้เพื่อนๆลองเริ่มติดตั้ง PWS ได้เลย</p>
<p>เราสามารถหาโปรแกรม PWS นี้ได้จากแผ่น Win98 อยู่ใน subdirectory <strong>addon</strong> &#8211;&gt;; <strong>pws</strong> ครับ ดับเบิ้ลคลิกที่ setup.exe เริ่มติดตั้งครับ ถ้าแสดง error ออกมาให้กลับไป upgrade winsock ใหม่ครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-646" title="article2002-11-16_02" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-16_02.gif" alt="" width="400" height="261" /><br />
เลือกรูปแบบการติดตั้ง ให้เลือกแบบ Typical คลิก next</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-647" title="article2002-11-16_03" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-16_03.gif" alt="" width="400" height="185" /><br />
อันนี้คลิก next ผ่านได้เลย<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-648" title="article2002-11-16_04" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-16_04.gif" alt="" width="400" height="262" /><br />
root directory ไม่ต้องเปลียนจะดีที่สุดครับ เพราะเวลาเราติดตั้ง ASP ,PHP ,CGI หรือ PERL จะได้ไม่งง คลิก next เริ่มติดตั้ง รอจนเสร็จเรียบร้อย เป็นอันว่าเราติดตั้งเสร็จแล้ว จากนั้นก็เริ่มใช้งานกันได้แล้ว</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-649" title="article2002-11-16_05" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-16_05.gif" alt="" width="400" height="279" /><br />
เฟรมซ้ายมือจะมีให้เราเลือกใช้งานหลายอย่าง แต่ที่เราใช้จริงๆนั้นมีแค่ Main และ Advanced ซึ่งเวลาเราเข้ามาจะอยู่ที่หัวข้อ Main ก่อนเสมอ ให้คลิก Start ที่เฟรมขวาจะเป็นการเริ่มให้เครื่องเราทำงานเป็น Server</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-650" title="article2002-11-16_06" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-16_06.gif" alt="" width="400" height="257" /><br />
ทีนี้คลิกหัวข้อ Advanced เราสามารถกำหนดความสามารถของแต่ละไดเร็กทอรี่ได้จากที่นี่ ไดเร็กทอรี่ที่เราเห็นจะเป็น Virtual Directory ไม่ใช่ไดเร็กทอรี่จริง</p>
<p>การกำหนดคุณสมบัติของ Virtual Directory ให้คลิกที่ Edit Properties จะมีหน้าต่างบอกว่าไดเร็กทอรี่จริงคือที่ไหนและขณะนี้ มีคุณสมบัติเป็นอย่างไรอยู่ สามารถเปลี่ยนได้ตามใจชอบครับ</p>
<p>ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้วกับการติดตั้ง PWS ใครที่ไม่มีแผ่น Win98 ก็สามารถ Download ได้จากเวบของ Microsoft ครับ แต่ไฟล์มีขนาดใหญ่มาก คงต้องใช้เวลานานหน่อย</p>
<p>AspBuilder <a href="http://aspbuilder.webhostme.com/" target="_blank">http://aspbuilder.webhostme.com</a> เจ้าของเวบนี้เป็นคนแนะนำ PHP ให้กับผมครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.micro4dev.com/how-to-install-pws/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Serial Port</title>
		<link>http://www.micro4dev.com/serial-port/</link>
		<comments>http://www.micro4dev.com/serial-port/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Nov 2002 05:23:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dumber</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.micro4dev.com/?p=652</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน เมื่อ 15/06/2544]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน</strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-653" title="article2002-11-16_07" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-16_07.gif" alt="" width="400" height="168" /></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-654" title="article2002-11-16_08" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-16_08.gif" alt="" width="400" height="166" /></p>
<p>เมื่อ 15/06/2544</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.micro4dev.com/serial-port/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Evolution of SCSI</title>
		<link>http://www.micro4dev.com/evolution-of-scsi/</link>
		<comments>http://www.micro4dev.com/evolution-of-scsi/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Nov 2002 15:06:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dumber</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.micro4dev.com/?p=642</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน SCSI-1เริ่มต้นพัฒนาขึ้นในปี 1980 ในตอนเริ่มต้นโครงการมีชื่อเรียกว่า SCSI หรือ Small Computer System Interface แต่เมื่อมีการพัฒนาในรุ่นต่อมาจึงเรียกกันในชื่อ SCSI -1 มาตรฐานของ SCSI -1 ได้กำหนดการส่งข้อมูลไว้ 2 แบบคือ asynchronous และ synchronous ในแบบ synchronous นั้นสามารรองรับการการส่งผ่านข้อมูลได้ถึง 3 Mbytes/sec ซึ่ง SCSI-1 จัดเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ ESDI (Enhanced Small Device Architecture)ปัญหาใหญ่ของ SCSI-1 ก็คือ มาตรที่ทำออกมาช้า ทำให้มีความแตกต่างกันใน option ของแต่ละผู้ผลิตซึ่งต้องแก้ปัญหาโดยใช้ Common Command Set (CCS) ในปี 1986 เพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่ากันให้หมดไป คุณลักษณะของ SCSI-1- บัสสั้นมากมีเพียง 2 จุดต่อหรือ 2 อุปกรณ์เท่านั้น- มีอุปกรณ์ที่เป็นตัวส่ง 1 ตัว และเป็นตัวรับ 1 ตัว- อัตราการส่งผ่านเป็น 3 Mbytes /sec หรือต่ำกว่า- ขาดการตรวจสอบความถูกต้อง- เป็น single-ended interface- [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน</strong> </p>
<p><strong>SCSI-1</strong><br />เริ่มต้นพัฒนาขึ้นในปี 1980 ในตอนเริ่มต้นโครงการมีชื่อเรียกว่า SCSI หรือ Small Computer System Interface แต่เมื่อมีการพัฒนาในรุ่นต่อมาจึงเรียกกันในชื่อ SCSI -1 มาตรฐานของ SCSI -1 ได้กำหนดการส่งข้อมูลไว้ 2 แบบคือ asynchronous และ synchronous ในแบบ synchronous นั้นสามารรองรับการการส่งผ่านข้อมูลได้ถึง 3 Mbytes/sec ซึ่ง SCSI-1 จัดเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ ESDI (Enhanced Small Device Architecture)<br />ปัญหาใหญ่ของ SCSI-1 ก็คือ มาตรที่ทำออกมาช้า ทำให้มีความแตกต่างกันใน option ของแต่ละผู้ผลิตซึ่งต้องแก้ปัญหาโดยใช้ Common Command Set (CCS) ในปี 1986 เพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่ากันให้หมดไป</p>
<p><strong>คุณลักษณะของ SCSI-1</strong><br />- บัสสั้นมากมีเพียง 2 จุดต่อหรือ 2 อุปกรณ์เท่านั้น<br />- มีอุปกรณ์ที่เป็นตัวส่ง 1 ตัว และเป็นตัวรับ 1 ตัว<br />- อัตราการส่งผ่านเป็น 3 Mbytes /sec หรือต่ำกว่า<br />- ขาดการตรวจสอบความถูกต้อง<br />- เป็น single-ended interface<br />- คำสั่งมีขนาด 6 bytes (CDBS ,Commande Descriptor Block)<br />- มีความสูญเปล่าสูง (overhead 90%)</p>
<p><strong>SCSI-1 Connections</strong><br />มีเพียง connector 2 แบบที่นิยมใช้กับ SCSI-1 คือ D-ribbon (centronics style) และ D-sub (DB50 style) ซึ่งทั้ง 2 แบบมีประสิทธิภาพดี SCSI-1 Termination ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะใช้ terminator ที่เป็นแบบ passive terminator เพราะมีต้นทุนต่ำกว่า แต่แบบ active terminator จะให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.micro4dev.com/evolution-of-scsi/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>IDE (Integrated Drive Electronics)</title>
		<link>http://www.micro4dev.com/ide-integrated-drive-electronics/</link>
		<comments>http://www.micro4dev.com/ide-integrated-drive-electronics/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Nov 2002 15:02:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dumber</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.micro4dev.com/?p=640</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน IDE หรือ ATA (AT attachment) นั้นคือสิ่งเดียวกันเป็นการออกแบบ disk drive ให้มีตัวควบคุมอยู่บน disk driveเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในเครื่อง PC ผู้ที่สร้าง IDE คือ Wastern Digital และ Compaq (ในปี 1986) โดยปรับปรุงมาจาก ST -506 และ ST -412 ของ IBM โดยใช้สายที่มี connector ขนาด 40 ขา ทำการเชื่อมสัญญาณและมีได้ 2 อุปกรณ์ คือ master และ slave บน controllor 1 ตัว ซึ่ง hardisk นั้นมีความจุจำกัดอยู่ที่ 504 Mbytes หรือ 528,482,304 bytes (512 bytes * 63 sector * 1024 cylenders * 16 heads) ATA-2 พัฒนาขยายส่วนจาก ATA ไม่เพียงแต่เพิ่มความเร็วขึ้นด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน</p>
<p>IDE</strong> หรือ ATA (AT attachment) นั้นคือสิ่งเดียวกันเป็นการออกแบบ disk drive ให้มีตัวควบคุมอยู่บน disk driveเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในเครื่อง PC ผู้ที่สร้าง IDE คือ Wastern Digital และ Compaq (ในปี 1986) โดยปรับปรุงมาจาก ST -506 และ ST -412 ของ IBM โดยใช้สายที่มี connector ขนาด 40 ขา ทำการเชื่อมสัญญาณและมีได้ 2 อุปกรณ์ คือ master และ slave บน controllor 1 ตัว ซึ่ง hardisk นั้นมีความ<br />จุจำกัดอยู่ที่ 504 Mbytes หรือ 528,482,304 bytes (512 bytes * 63 sector * 1024 cylenders * 16 heads)</p>
<p><strong>ATA-2</strong> พัฒนาขยายส่วนจาก ATA ไม่เพียงแต่เพิ่มความเร็วขึ้นด้วย PIO mode หรือแม้แต่ DMA mode เท่านั้น แต่ยังเพิ่มคำสั่งที่จำแนกตัว drive เพื่อให้ software รับรู้ อันเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของระบบ Plug &#39;n Play นอกจากนี้ยังมีหนทางใหม่ๆในการกำหนดตำแหน่งของ sector ใน hardisk (LBA) เพื่อทำลายกำแพงความจุของ hardisk ในอดีตที่มีขนาดได้ไม่เกิน 504MB ลงได้ และทำให้มาตรฐานใหม่นี้มีความจุสูงสุดที่ 100 GB</p>
<p><strong>ATA-3</strong> ได้รับการปรับปรุงในหลายส่วน เช่น เพิ่มความน่าเชื่อถือ, PIO mode 4, ระบบ password, ระบบประหยัดพลังงาน, และระบบตรวจวิเคราะห์ตนเองและรายงาน S.M.A.R.T (Self Monitoring Analysis and Report Technology) ATA-3 ไม่ได้กำหนดความเร็วที่สูงกว่า แต่ก็มีผู้ผลิตบางรายได้ทำขึ้นและเรียกว่าเป็น PIO mode 5</p>
<p><strong>ATA Packet Interface (ATAPI)</strong> เป็นมาตรฐานในการออกแบบผลิตภัณฑ์เช่น CD-ROM หรือ TAPE ให้สามารถใช้ port เดิมของ IDE ได้</p>
<p><strong>Ultra-ATA</strong> คล้ายกับ Ultra SCSI ซึ่งเป็นตัวเชื่อมเพื่อลดช่องว่างระหว่าง ATA-3 กับ ATA-4 ซึ่ง Ultra-ATA ได้เพิ่มเติมในเรื่องการ DMA/33 ซึ่งเร็วเป็น 2 เท่า ของ DMA mode 2</p>
<p><strong>ATA-4</strong> เป็นความพยายามที่จะรวมเอา ATA-3 และ ATAPI เข้าด้วยกัน อย่างน้อยที่สุดต้องมีความเร็วเทียบเท่ากับ Ultra ATA หรือ DMA/33 ได้</p>
<p><strong>The Secondary port</strong> ข้อจำกัดในอดีตนั้นที่สามารถมี IDE ได้เพียง 2 อุปกรณ์ได้หมดไปแล้ว เมื่อเราได้เพิ่มเติมส่วนที่เรียกว่า secondary hardisk interface หรือ EIDE ซึ่งจะทำให้สามาถต่อได้ถึง 4 อุปกรณ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.micro4dev.com/ide-integrated-drive-electronics/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>DMA (Direct Memory Access)</title>
		<link>http://www.micro4dev.com/dma-direct-memory-access/</link>
		<comments>http://www.micro4dev.com/dma-direct-memory-access/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Nov 2002 14:48:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dumber</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.micro4dev.com/?p=636</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน DMA (Direct Memory Access) หรือการส่งเข้าถึงข้อมูลในหน่วยความจำโดยตรง คือกระบวนการโอนย้ายข้อมูลระหว่างหน่วยความจำกับอุปกรณ์ภายนอก โดยไม่ผ่าน CPUกระบวนการ DMA เริ่มต้นจาก1. อุปกรณ์ที่ต้องการทำ DMA ส่งสัญญาณ DREQ เพื่อร้องขอทำ DMA ไปยัง DMA controller ในช่องทาง (channnel) ที่ต้องการ 2. เมื่อ DMA controller ได้รับสัญญาณ ก็จะตรวจสอบก่อนว่าสามารถอณุญาติให้ทำ DMA ได้หรือไม่แล้วจึงส่งสัญญาณ HRQ เพื่อบอก CPU ว่าต้องการเข้ามาใช้ BUS โดยส่งสัญญาณนี้ไปยังของ HOLD ของ CPU 3. เมื่อ CPU ได้รับสัญญาณ HRQ จาก DMA controller ที่ขา HOLD และพร้อมที่จะตอบสนองก็จะส่งสัญญาณ HLDA หรือ Hold Acknowledge ตอบกลับไปยัง DMA controller เพื่อแสดงว่า CPU ได้ปลดตัวเองและปล่อยการควบคุม แล้วจะส่งหน้าที่ต่างๆให้ DMA controller รับไปดำเนินการ 4. เมื่อ DMA controller ได้รับสัญญาณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน</p>
<p><strong>DMA (Direct Memory Access)</strong> หรือการส่งเข้าถึงข้อมูลในหน่วยความจำโดยตรง คือกระบวนการโอนย้ายข้อมูลระหว่างหน่วยความจำกับอุปกรณ์ภายนอก โดยไม่ผ่าน CPU<br /><strong>กระบวนการ DMA เริ่มต้นจาก</strong><br />1. อุปกรณ์ที่ต้องการทำ DMA ส่งสัญญาณ DREQ เพื่อร้องขอทำ DMA ไปยัง DMA controller ในช่องทาง (channnel) ที่ต้องการ</p>
<p>2. เมื่อ DMA controller ได้รับสัญญาณ ก็จะตรวจสอบก่อนว่าสามารถอณุญาติให้ทำ DMA ได้หรือไม่แล้วจึงส่งสัญญาณ HRQ เพื่อบอก CPU ว่าต้องการเข้ามาใช้ BUS โดยส่งสัญญาณนี้ไปยังของ HOLD ของ CPU</p>
<p>3. เมื่อ CPU ได้รับสัญญาณ HRQ จาก DMA controller ที่ขา HOLD และพร้อมที่จะตอบสนองก็จะส่งสัญญาณ HLDA หรือ Hold Acknowledge ตอบกลับไปยัง DMA controller เพื่อแสดงว่า CPU ได้ปลดตัวเองและปล่อยการควบคุม แล้วจะส่งหน้าที่ต่างๆให้ DMA controller รับไปดำเนินการ</p>
<p>4. เมื่อ DMA controller ได้รับสัญญาณ HLDA แล้วก็เข้าควบคุม address bus และ controller bus และส่งสัญญาณ DACK ตอบกลับไปยังอุปกรณ์เพื่อแสดงถึงการพร้อมสำหรับเริ่มต้นส่งข้อมูล</p>
<p>5. การส่งข้อมูลจะเริ่มต้นโดยจะส่งสัญญาณ AEN ส่งสัญญาณ คือ address แรกของหน่วยความจำเป้าหมายออกไปที่ address bus และส่งสัญญาณไปควบคุมการเขียนและอ่านหน่วยความจำกับอุปกรณ์กับอุปกรณ์ออกไป เพื่อดำเนินการย้ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์กับหน่วยความจำ</p>
<p>6. เมื่อข้อมูลโอนย้ายจนครบสมบูรณ์แล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการยกเลิก DMA โดย DMA จะส่งสัญญาณ EOP หรือ End Of Process ออกไป</p>
<p>7. ส่งผลให้สัญญาณ AEN ตกลงเป็น LOW เพื่อคืน bus ให้กับ CPU และ HRQ จาก DMA controller ที่ไปของให้ CPU HOLD ก็จะหายไป เพื่อให้ CPU กลับมาดูแล bus ต่างๆดังเดิม</p>
<p>8.เมื่อสัญญาณที่ร้องของ HOLD หายไป CPU ก็จะรับรู้และจะตอบสนองโดยยกเลิกสัญญาณ HLDA เพื่อแสดงว่าตอนนี้ CPU กลับมาดูแลระบบแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.micro4dev.com/dma-direct-memory-access/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>How to install WinMySqlAdmin</title>
		<link>http://www.micro4dev.com/how-to-install-winmysqladmin/</link>
		<comments>http://www.micro4dev.com/how-to-install-winmysqladmin/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Nov 2002 14:47:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dumber</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.micro4dev.com/?p=625</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน ผมทำไว้ตั้งนานแล้วแต่ไม่ได้เอามาลงที่นี่เพราะทำให้เวบพี่ otto http://aspbuilder.webhostme.com เนื่องจากตอนนี้เวบของพี่เขาปิดปรับปรุงอยู่จึงนำมาใส่ไว้ที่นี่เผื่อมีใครอยากรู้วิธีทำ วิธีติดตั้งก็ไม่มีอะไรมากครับ ง่ายมากสำหรับมือใหม่รวมทั้งผมด้วย ก่อนอื่นถ้ายังไม่มี WinMySqlAdmin ก็คลิกก่อนครับ http://www.mysql.com/downloads/MySQL-3.23/mysql-3.23.22-beta-win.zip ( 8.43M )จากนั้นก็มาเริ่มกันเลย เลือกติดตั้งไว้ที่ใหนก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีและจะได้เข้าใจตรงกันควรเป็น C:\MYSQL แล้วคลิก Next เลือกแบบ Typical หรือติดตั้งทุก Option ที่มีทั้งหมด แล้วคลิก Next เพื่อเริ่มติดตั้ง หลังจากเราติดตั้งเรียบร้อยแล้วก็มาดูหน้าตากันบ้าง เข้าไปดูที่ C:\msql\bin คลิกที่ file winmysqladmin.exe ดังรูปครับ ถ้าเราไม่ได้ต่อเน็ทอยู่มันจะขึ้น error แบบนี้ ไม่ต้องตกใจนะครับแสดงว่าถูกต้องแล้ว คลิก OK ได้เลย มาถึงขั้นตอนนี้มันจะให้เราใส่ Username และ Password ใส่เป็นอะไรก็ได้ตามใจเรา แต่ห้ามลืมเป็นอันขาดเพราะมันจะถามเราเฉพาะการติดตั้งครั้งแรกครั้งเดียว ถ้าเรา uninstall ออกแล้วติดตั้งใหม่มันก็จะไม่มีให้เราใส่ครับ เพราะฉนั้นต้องจำให้ดี แล้วเราจะได้หน้าตาแบบนี้ออกมา ถ้าเราต่อเน็ทอยู่ รูปสัญญาณไฟจราจรที่ Task bar จะเป็นสีเขียว แสดงว่าถูกต้องแล้วครับ แต่ถ้าเราไม่ได้ต่อ ให้เราคลิกขวาที่รูปสัญญาณไฟจราจรตรง Task bar ชี้ที่ OS ที่เราใช้ และเลือก Start the Server ไฟก็จะเป็นสีเขียว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน</p>
<p>ผมทำไว้ตั้งนานแล้วแต่ไม่ได้เอามาลงที่นี่เพราะทำให้เวบพี่ otto<br />
<a href="http://aspbuilder.webhostme.com/" target="_blank">http://aspbuilder.webhostme.com</a> เนื่องจากตอนนี้เวบของพี่เขาปิดปรับปรุงอยู่จึงนำมาใส่ไว้ที่นี่เผื่อมีใครอยากรู้วิธีทำ</p>
<p>วิธีติดตั้งก็ไม่มีอะไรมากครับ ง่ายมากสำหรับมือใหม่รวมทั้งผมด้วย ก่อนอื่นถ้ายังไม่มี <strong>WinMySqlAdmin</strong> ก็คลิกก่อนครับ <a href="http://www.mysql.com/downloads/MySQL-3.23/mysql-3.23.22-beta-win.zip" target="_blank">http://www.mysql.com/downloads/MySQL-3.23/mysql-3.23.22-beta-win.zip</a> ( 8.43M )จากนั้นก็มาเริ่มกันเลย</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-626" title="article2002-11-15_01" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-15_01.gif" alt="" width="400" height="318" /></p>
<p>เลือกติดตั้งไว้ที่ใหนก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีและจะได้เข้าใจตรงกันควรเป็น <strong>C:\MYSQL</strong> แล้วคลิก <strong>Next</strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-627" title="article2002-11-15_02" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-15_02.gif" alt="" width="400" height="319" /></p>
<p>เลือกแบบ <strong>Typical</strong> หรือติดตั้งทุก Option ที่มีทั้งหมด แล้วคลิก <strong>Next</strong> เพื่อเริ่มติดตั้ง</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-628" title="article2002-11-15_03" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-15_03.gif" alt="" width="500" height="343" /></p>
<p>หลังจากเราติดตั้งเรียบร้อยแล้วก็มาดูหน้าตากันบ้าง เข้าไปดูที่ <strong>C:\msql\bin</strong> คลิกที่ file <strong>winmysqladmin.exe</strong> ดังรูปครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-629" title="article2002-11-15_04" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-15_04.gif" alt="" width="300" height="78" /></p>
<p>ถ้าเราไม่ได้ต่อเน็ทอยู่มันจะขึ้น error แบบนี้ ไม่ต้องตกใจนะครับแสดงว่าถูกต้องแล้ว คลิก OK ได้เลย</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-630" title="article2002-11-15_05" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-15_05.gif" alt="" width="500" height="375" /></p>
<p>มาถึงขั้นตอนนี้มันจะให้เราใส่ <strong>Username</strong> และ <strong>Password</strong> ใส่เป็นอะไรก็ได้ตามใจเรา แต่ห้ามลืมเป็นอันขาดเพราะมันจะถามเราเฉพาะการติดตั้งครั้งแรกครั้งเดียว ถ้าเรา uninstall ออกแล้วติดตั้งใหม่มันก็จะไม่มีให้เราใส่ครับ เพราะฉนั้นต้องจำให้ดี แล้วเราจะได้หน้าตาแบบนี้ออกมา ถ้าเราต่อเน็ทอยู่ รูปสัญญาณไฟจราจรที่ Task bar จะเป็นสีเขียว แสดงว่าถูกต้องแล้วครับ แต่ถ้าเราไม่ได้ต่อ ให้เราคลิกขวาที่รูปสัญญาณไฟจราจรตรง Task bar ชี้ที่ OS ที่เราใช้ และเลือก <strong>Start the Server</strong> ไฟก็จะเป็นสีเขียว แค่นี้เองครับ ตัวนี้เป็น database Server ไม่ได้ใช้อะไรเปิดไว้แค่นั้นครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-631" title="article2002-11-15_06" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-15_06.gif" alt="" width="450" height="307" /></p>
<p>ทีนี้เรามาดู MySqlManager กันบ้าง หาไฟล์ <strong>MySqlManager.exe</strong> ที่ <strong>C:\mysql\bin</strong> แล้วดับเบิ้ลคลิกขึ้นมา<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-632" title="article2002-11-15_07" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-15_07.gif" alt="" width="500" height="341" /></p>
<p>นี่ไงครับหน้าตาของ MySqlManager เอาไว้เรียกดู field ใน แต่ละ table เท่านั้น code ที่เหลือต้องทำเอาเองหมดครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-633" title="article2002-11-15_08" src="http://www.micro4dev.com/wp-content/uploads/2011/04/article2002-11-15_08.gif" alt="" width="300" height="80" /></p>
<p>เป็นอันว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ จะเห็นว่าง่ายๆแค่นี้เองเพื่อนๆทุกคนคงทำได้</p>
<p><a href="http://aspbuilder.webhostme.com/" target="_blank">http://aspbuilder.webhostme.com</a> <strong>AspBuilder</strong> เจ้าของเวบนี้เป็นคนแนะนำ PHP ให้กับผมครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.micro4dev.com/how-to-install-winmysqladmin/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>INTERRUPT</title>
		<link>http://www.micro4dev.com/interrupt/</link>
		<comments>http://www.micro4dev.com/interrupt/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Nov 2002 14:45:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dumber</dc:creator>
				<category><![CDATA[Digital]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.micro4dev.com/?p=623</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน <br /><br /><strong>INTERRUPT</strong><br />interrup คือกลไกในการทำงานของ cpu โดยเมื่อ cpu ได้รับสัญญาณการขอ interrupt ก็จะตอบสนองโดยไป<br />เรียกโปรแกรม interrup มาทำงานก่อน ซึ่งหลังจากจบโปรแกรมจัดการ interrupt แล้วก็จะกลับไปทำงานที่ค้าง<br />ไว้ต่อประโยชน์คือ ช่วยลด Over head ที่เสียไปในการวนตรวจสอบสัญญาณด้วยโปรแกรม ซึ่งจะอาศัย hard ware มาตรวจสอบแทนและ cpu ก็จะสามารถนำเวลาในส่วนที่ต้องเสียไปกับการเฝ้าดูสัญญาณไปทำงานอื่นๆได้อีก<br />1. inrerrup ใน 8088 นั้นการอินเตอร์รัพท์เกิดได้จาก 3 แหล่งคือ<br />1.1 จากภายนอก คือ ขา NMI และ INTR<br />1.2 จากภายใน คือ จากคำสั่ง INT หรือเรียกอีกอย่างว่า Software interrupt <br />1.3 จากการเกิดข้อผิดพลาดในการประมวลผล เช่น การหารด้วยศูนย์<br />
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้เป็นบทความเก่าที่อยู่ด้าน menu แค่ย้ายเอามาอยู่ในกลุ่มของ Article เท่านั้นเอง จะได้เป็นกลุ่มเดียวกัน </p>
<p><strong>INTERRUPT</strong><br />interrup คือกลไกในการทำงานของ cpu โดยเมื่อ cpu ได้รับสัญญาณการขอ interrupt ก็จะตอบสนองโดยไป<br />เรียกโปรแกรม interrup มาทำงานก่อน ซึ่งหลังจากจบโปรแกรมจัดการ interrupt แล้วก็จะกลับไปทำงานที่ค้าง<br />ไว้ต่อประโยชน์คือ ช่วยลด Over head ที่เสียไปในการวนตรวจสอบสัญญาณด้วยโปรแกรม ซึ่งจะอาศัย hard ware มาตรวจสอบแทนและ cpu ก็จะสามารถนำเวลาในส่วนที่ต้องเสียไปกับการเฝ้าดูสัญญาณไปทำงานอื่นๆได้อีก<br />1. inrerrup ใน 8088 นั้นการอินเตอร์รัพท์เกิดได้จาก 3 แหล่งคือ<br />1.1 จากภายนอก คือ ขา NMI และ INTR<br />1.2 จากภายใน คือ จากคำสั่ง INT หรือเรียกอีกอย่างว่า Software interrupt <br />1.3 จากการเกิดข้อผิดพลาดในการประมวลผล เช่น การหารด้วยศูนย์</p>
<p><strong>Type ของการ interrup ชนิดต่างๆที่สำคัญ</strong></p>
<p><strong>Type 0 DIVIDE-BY-ZERO</strong><br />จะเกิดขึ้นเมื่อมีการหารด้วยค่าที่เป็นศูนย์ การ interrupt Type นี้จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้</p>
<p><strong>Type 1 SINGLE-STEP INTERRUPT</strong><br />ใช้ trap flag ในการ set ให้เกิด Single step ถ้า Trap Flag ถูก Set CPU จะถูก interrupt ทันทีเมื่อประมวลผลจบหนึ่งคำสั่ง เราใช้ interrup ในการทดสอบการทำงานของโปรแกรม อย่างเช่น คำสั่ง Trace ใน Debug</p>
<p><strong>Type 2 NONMASKABLE INTERRUPT</strong><br />เป็น Type ที่เกิดจากได้รับสัญญาณ interrup ที่ขา NMI ชึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถป้องกันได้ การใช้interrupt Type นี้นั้นจะใช้กับเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ</p>
<p><strong>Type 3 BREAK POINT</strong><br />ใช้ Type นี้ในการตั้งจุด Break โปรแกรมเพื่อการ Debug</p>
<p><strong>Type 4 OVER FLOW</strong><br />ปกติแล้วการตรวจสอบ Over Flow จะดำเนินการโดยใช้คำสั่ง JO (Jump if Overflow) ต่อจากการประมวลผลทางคณิตศาสตร์เพื่อให้ Jump ไปยังจุดที่ต้องการ แต่มีอีกวิธีคือ ใช้คำสั่ง INTO เปรียบเสมือน NOP คือไม่ทำอะไรแต่เกิด OverFlow ขึ้นก็จะเกิด interrupt Type 4 นี้ขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.micro4dev.com/interrupt/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

